คลังเก็บหมวดหมู่: BLOG

อากาศร้อนๆก็ต้องน้ำแข็งไส! 5 ร้านน้ำแข็งไสยอดนิยมประจำปี 2020 ที่ไอจิ

อากาศร้อนๆ ก็ต้องน้ำแข็งไส! 5 ร้านน้ำแข็งไสยอดนิยมประจำปี 2020 ที่ไอจิ!

“คาคิโกริ” หรือก็คือน้ำแข็งไสสไตล์ญี่ปุ่น เป็นเมนูของหวานยอดนิยมตลอดกาลในช่วงหน้าร้อนของญี่ปุ่น วันนี้จะพาไปที่ไอจิ จังหวัดเมืองท่าที่สำคัญแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น โดยร้านที่จะแนะนำนอกจากจะมีน้ำแข็งไสที่เลื่องชื่อแล้ว ยังมีเมนูกาแฟที่ขึ้นชื่อสำหรับคนที่ไม่ชอบของหวานอีกด้วย จะอร่อยแค่ไหน ไปดูกันเลย

ร้าน Bois Vert Terre: เครื่องปรุงรสญี่ปุ่น

น้ำแข็งไสที่นี่ไม่เหมือนใครตรงที่ใช้เครื่องปรุงรสแบบญี่ปุ่น เช่น มิโซะและมิริน เป็นส่วนผสมของตัวน้ำแข็งไส เครื่องปรุงเหล่านี้ดีต่อสุขภาพและทำให้น้ำแข็งไสอร่อยอย่างคาดไม่ถึง ที่ร้าน Bois Vert Terre (เขตมิซูโฮเมืองนาโกย่า) มีน้ำแข็งไสที่ไม่เหมือนใครให้เลือกรสชาติ ได้ถึง 8 หรือ 9 ชนิด สามารถเลือกผสมรสชาติที่อยากชิมได้อย่างสนุกสนาน

 

เมนูแนะนำของร้านนี้คือ “Della Miso” (ราคารวมภาษี 880 เยน) ซึ่งใช้น้ำเชื่อมที่เป็นส่วนผสมของฮัทโชะมิโสะ (Hatcho Miso) มิโสะธรรมชาติที่ขึ้นชื่อของไอจิ ผสมกับนมข้น โดยรสชาติเข้มข้นของฮัทโชะมิโสะเป็นตัวช่วยเพิ่มความหวานซึ่งเข้ากันได้ดีกับครีมชีสและส้มยูซุดิบที่ทำขึ้นเป็นพิเศษ

ร้าน Bois Vert Terre
ที่อยู่: 1-32 Mizuhodori, Mizuho-ku, Nagoya-shi, Aichi
โทรศัพท์: 052-858-2275
เวลา: 11:00-18:00
วันหยุด: วันหยุดไม่สม่ำเสมอ

ร้าน Cafe&Bar Holy (ホーリー): น้ำแข็งไสที่มีรสมึนเมา

น้ำแข็งไสของร้าน Café&Bar ได้คิดค้นสูตรที่ผสมเหล้าหรือสาเกลงไป หลายคนชอบที่จะดื่มแอลกอฮอล์แช่เย็นก่อนรับประทานอาหารเพราะรู้สึกว่าจะทำให้อาหารมีรสชาติอร่อยขึ้น ที่ร้าน Cafe & Bar Holy (เขตเมโต เมืองนาโกย่า) มีกาแฟที่ชงด้วยเครื่องชงกาแฟเอสเปรสโซและเหล้ารัมประมาณ 80 ชนิด นอกจากเหล้าแล้ว เจ้าของร้านที่หลงใหลในน้ำแข็งไสก็ได้คิดค้นเมนูน้ำแข็งไสที่ผสมเหล้าและสาเกญี่ปุ่นตามแบบฉบับร้านด้วยตัวเอง

 

สำหรับน้ำแข็งไสที่ผสมกาแฟสำหรับผู้ใหญ่ (1,100 เยนรวมภาษี) จะใช้เหล้ากาแฟ “Batron XO Cafe” ที่ทำจากเตกีล่า มีกลิ่นหอมหวานและรสแห้งที่ช่วยระงับความหวาน ทั้งยังเข้ากันได้ดีกับน้ำตาล 4 ชนิดที่เป็นน้ำเชื่อมข้นและนมข้นแห้ง น่าเสียดายที่เป็นเมนูลิมิเตทถึงวันที่ 31 สิงหาคมนี้ ก็ได้แต่หวังว่าร้านจะเอาเมนูนี้กลับมาใหม่หลังจากที่สถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้น พวกเราจะได้ไปลิ้มลองกันได้

ร้าน Cafe & Bar Holy
ที่อยู่: 1F, Kopo Koike, 436 Koike-cho, Meito-ku, Nagoya, Aichi
โทรศัพท์: 052-725-8139
เวลา: 18:00-24:00
วันหยุด: วันอาทิตย์และวันจันทร์

ร้าน CAFE SabuHiro (サブヒロ): เย็นเป็นน้ำแข็งขั้วโลก

น้ำแข็งไสรูปลักษณ์เรียบง่ายคงสไตล์ของคาคิโกริแบบดั้งเดิม แต่อัดแน่นไปด้วยผลไม้และส่วนผสมอื่นๆ ที่ทำอย่างพิถีพิถัน อร่อยจนอยากกินซ้ำแล้วซ้ำอีก ที่ร้าน CAFE Sabu Hiro (เขตเมโช เมืองนาโกย่า) ได้คิดค้นเมนูน้ำแข็งไสที่ใช้น้ำเชื่อมโฮมเมดที่ทำจากผลไม้ตามฤดูกาล นอกจากความหวานที่ได้มาจากผลไม้ที่คัดสรรมาอย่างดี ตัวเนื้อน้ำแข็งไสก็อร่อยจนละลายในปาก

 

เมนูแนะนำคือ น้ำแข็งไสลูกพีชทั้งลูก (3,600 เยนรวมภาษี) ซึ่งเป็นเมนูเฉพาะเดือนสิงหาคมตามฤดูกาลของพีชนั่นเอง ทางร้านใช้ลูกพีชเกรดเอ ความสดของพีชทำให้ตัวน้ำแข็งไสได้ความหวานจากธรรมชาติ และยังมีเนื้อพีชประดับบนน้ำแข็งไสอีกด้วย

ร้าน CAFE SabuHiro
ที่อยู่: Saito Building 1F, 2-55, Meisho-ku, Nagoya, Aichi Prefecture
โทรศัพท์: 05 2-704-0788
เวลา: 9:00-18:00 น. วันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์เปิดตั้งแต่ 7:30 น. เป็นต้นไป
วันหยุด: วันอังคาร

ร้าน Sweets+Kitchen ARI3 (アリサン): น้ำแข็งที่มีประกายระยิบระยับ

คาคิโกริที่สวยงามจนหน้าหลงใหล ไม่เพียงน้ำเชื่อมที่ช่วยเพิ่มสีสันสดใสให้กับน้ำแข็งไส ยังมีโฟมที่ประดับสวยงามบนตัวคาคิโกริด้วย และก็มีผลไม้มากมายช่วยเพิ่มรสชาติ ทำให้นอกจากจะหน้าตาสวยหน้าแชะภาพแล้วยังอร่อยด้วย ที่ร้าน Sweets+Kitchen ARI3 (เมืองคาซึไก จังหวัดไอจิ) น้ำแข็งไสที่นี่มีเอกลักษณ์ที่ชวนให้นึกถึงขนมชั้นสูง ออกแบบโดยเจ้าของที่ฝึกฝนเป็นเชฟจากโรงแรมอิมพีเรียล

 

 

เมนูพีชพิสตาชิโอชีสและเฟรมบอยส์ มีชื่อย่อก็คือ P.P.C.F (1,650 เยนรวมภาษี) เป็นน้ำแข็งไสที่ออกแบบพิเศษเฉพาะหน้าร้อนนี้ ประกอบไปด้วยน้ำเชื่อมที่ทำจากส่วนผสมหลายอย่างมีสีสันสดใสสวยงาม ทางร้านจะนำลูกพีชที่มีปริมาณน้ำตาลสูงมาหมัก โดยความหวานจากลูกพีชและความเปรี้ยวระดับปานกลางจากการหมักนั้นเข้ากันอย่างลงตัว

ร้าน Sweets+Kitchen ARI3
ที่ตั้ง: 6-8 Rokugenya-cho, Kasugai-shi, Aichi
โทรศัพท์: 0568-29-8325
เวลา: 10:00-18:00
วันหยุด: วันอังคารและวันพุธที่สามของเดือน

ร้าน Iriguchiya: ร้านที่ขายชาญี่ปุ่นโดยเฉพาะ

น้ำแข็งไสรสขมสดชื่นและกลิ่นหอมเข้มข้น ทางร้านเป็นร้านที่จำหน่ายชาญี่ปุ่นจากไร่ขึ้นชื่อ ที่มอบความอร่อยและล้ำลึกของชาญี่ปุ่นให้กับคาคิโกริ โดยเจ้าของคนปัจจุบันได้นำร้านมิโซะที่เดิมเป็นกิจการของคุณปู่ของเขามาปรับปรุงใหม่ให้กลายเป็นร้านชาญี่ปุ่น Iriguchiya

 

เมนูที่แนะนำก็คือ อินาริยามะ (950 เยนรวมภาษี) น้ำแข็งไสที่ตั้งชื่อตามภูเขาอินาริซึ่งเป็นเนินเขาในนิชิโอะที่มีไร่ชาเรียงราย เมนูนี้ใช้นิชิโอะมัทฉะที่มีรสขมเล็กน้อย ผสมกับความหวานของนมและถั่วคินโทกิ

ร้านชาญี่ปุ่น Iriguchiya
ที่อยู่: 1-92-2 Iwanametocho, Handa-shi, Aichi
โทรศัพท์: 0569-23-7100
เวลา: 9:00-17:00 วันหยุด: วันพุธ

ช่วงวันหยุดหน้าร้อน หากเป็นในสถานการณ์ปกติผู้คนจะไปออกไปเที่ยวเล่น เพราะเป็นทั้งวันหยุดปิดเทอมของนักเรียนและนักศึกษา และยังมีวันหยุดมากมายในช่วงนี้อีกด้วยค่ะ คาคิโกริยังเป็นเมนูดั้งเดิมแสนอร่อยที่คนญี่ปุ่นไม่พลาดแน่นอนในช่วงที่อากาศร้อนจัดแบบนี้ แต่ปีนี้อาจจะพิเศษตรงที่เราควรเที่ยวแบบ New Normal โดยการสวมหน้ากากอนามัยและล้างมือบ่อยๆ เพื่อป้องกันทั้งตัวเองเราเองและคนที่รัก ไม่ว่าผู้อ่านจะอยู่ที่ญี่ปุ่นหรือประเทศไทย หรือที่ใดก็ตาม ก็ขอให้มีสุขภาพที่แข็งแรงเพื่อผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกันนะคะ      สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

วันว่างๆ ไปไหนดี?? พาไปกินเค้กทาร์ตและพายแสนอร่อยย่านไดคังยามะ

วันว่างๆ ไปไหนดี?? พาไปกินเค้กทาร์ตและพายแสนอร่อยย่านไดคังยามะ

วันว่างๆ อากาศดีๆ อย่างนี้ เราจะพาทุกคนไปทัวร์ร้านขนมใหม่ๆ ที่กำลังเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นญี่ปุ่นกัน อิอิ โดยร้านที่เราจะพาไปกินวันนี้เป็นร้านขนมที่ตั้งอยู่ในย่านย่านไดคังยามะที่คนไม่พลุกพล่าน ซึ่งย่านนี้มีร้านขายหนังสือใหญ่ๆ อย่าง Tsutaya อยู่ด้วย สำหรับวันนี้จะขอแนะนำให้รู้จักกับร้านขนมน่ารักๆ ที่ชื่อว่า Matsunosuke N.Y.

ร้าน Matsunosuke N.Y.

ร้านขนมหวานที่ตั้งอยู่ที่ Hillside Terrace ในย่านไดคังยามะ มีเมนูดังเป็นพายแอปเปิ้ลและทาร์ตพายต่างๆ เท่านั้นไม่พอ แพนเค้กของที่นี่ก็มีชื่อเสียงไม่ใช่น้อย

ทางร้านเลือกใช้วัตถุดิบอย่างดี อย่างเช่น แอปเปิ้ลที่เอามาทำพายแอปเปิ้ลก็คัดเฉพาะแอปเปิ้ลสายพันธ์ุ Kogyoku จากจังหวัดอาโอโมริ จังหวัดที่ขึ้นชื่อเรื่องแอปเปิ้ลอร่อยมาใช้นั่นเอง

‘Big Apple Pie’ แอปเปิ้ลพายเมนูดังทีสุดของร้าน วางจำหน่ายแค่ช่วงเดือน ต.ค. ถึง มี.ค. เท่านั้นนะจ๊ะ

แน่นอนว่าเมนูขึ้นชื่อของร้านนี้ก็คือ ‘Big Apple Pie’ (รูปบน) ที่จะสามารถทานได้แค่ในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนมีนาคมเท่านั้น นอกจากนั้นก็ยังมีเมนูแอปเปิ้ลพายอื่นๆ อย่าง ‘Maple Apple Pie’ (รูปล่าง) ซึ่งถ้าเลือกนั่งทานที่ร้านเราสามารถให้พนักงานอุ่นขนมให้ได้ด้วย

‘Maple Apple Pie’

อีกเมนูของแอปเปิ้ลพายที่แนะนำคือ ‘Sourcream Apple Pie’ น่าทานมากกกก

‘Sourcream Apple Pie’

และสำหรับคนที่ไม่สันทัดกับพายแอปเปิ้ล ที่นี่ก็มีเมนูอย่างอื่นเช่น ‘Chocolate Cream Pie’ ใครชอบช็อกโกแลตไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

‘Chocolatecream Pie’ สำหรับคนที่ชอบช็อกโกแลต

ส่วนอีกหนึ่งเมนูขึ้นชื่อก็คือ ‘New York Cheesecake’ ใครชอบชีสเค้กละก็ ไม่ควรพลาดอย่างยิ่งเช่นกัน

 

‘New York Cheesecake’ ที่เป็นเมนูขึ้นชื่ออีกอันของร้าน

นอกจากพาย ทาร์ต และเค้กต่างๆ แล้ว ยังมีคุกกี้และสโคนให้เลือกทานอีกด้วยนะ

เมนูที่เราเลือกวันนี้คือ สโคน+เมเปิ้ลไซรัป และ Chocolatecream Pie
ความเกร๋ของร้านนี้อีกอย่างคือ จานขนมมีลวดหลายต่างๆ มากมาย เหมาะกับการถ่ายรูปลงอินสตราแกรมเกร๋ๆ แน่นอนจ้า

เอาละ ลงรูปมาขนาดนี้แล้ว ยั่วกันขนาดนี้แล้ว ถ้าครั้งหน้าใครได้แวะมาโตเกียวละก็ อย่าลืมเพิ่มร้านขนม Matsunosuke N.Y. และย่านไดคังยามะแห่งนี้เอาไว้ในลิสต์ด้วยน้า การันตีเลยว่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน    UFABET เว็บตรง

Matsunosuke N.Y.
ที่อยู่: 29-9 Sarugakucho, Shibuya City, Tokyo 150-0033
เวลาทำการ: 9:00-20:00 (ปิดทุกวันจันทร์)
การเดินทาง: นั่งรถไฟสาย Toyoko แล้วมาลงที่สถานี Daikanyama จากนั้นเดินไปยัง Hillside Terrace ใช้เวลาประมาน 5 นาที
Website: matsunosukepie.com

“ซูชิหมุน” (回転寿司) นั้นไซร้ ผู้ใดเป็นผู้คิดค้น?

“ซูชิหมุน” (回転寿司) นั้นไซร้ ผู้ใดเป็นผู้คิดค้น?

ที่จริงแต่ก่อนนานมาแล้วในเมืองไทยมีร้านซูชิหมุนบนสายพาน ชื่อร้าน Sushi King ไปค้นข่าวดูมีร้านชื่อยี่ห้อเดียวกันที่มาเลเซีย แถมชูจุดขายว่าเป็นซูซิฮาลาลเสียด้วย ดูเหมือนว่าในเมืองไทยซูชิหมุนจะไม่ได้ฮิตหรือได้รับความนิยมมากมายขนาดนั้น แค่มันแปลก คนไทยไม่อะไรมากกับของแปลก (อาจจะว้าวแป๊บนึงแต่จริงๆ ชอบของถูกมากกว่าประเภทเริ่มต้นคำละ 15 บาทอะไรแบบนี้)  แต่อย่างน้อยทุกวันนี้ที่เห็นในไทยก็มียี่ห้อ Sushi Express ซึ่งก็มีรีวิวในยูทูบประมาณนี้ แต่เดี๋ยวนะ ทุกจาน 30 บาท นี่มันโมเดลซูชิหมุนร้อยเยนนี่นา!

แต่ที่ญี่ปุ่นนั้น ซูชิหมุน โดยเฉพาะ “ซูชิหมุนร้อยเยน” (ทุกจานร้อยเยน ราคาเดียว) ถือเป็นโอกาสที่คน (ญี่ปุ่น) จะได้นั่งกินซูชิในร้านอาหาร “ในราคาถูก” (อารมณ์เป็นร้านแบบชาวบ้าน ร้านแนวครอบครัวพ่อแม่พาลูกไปกิน) คือมันเป็นการปฏิวัติตลาดเลย (ในขณะที่ร้านซูชิตามแบบแผนสมัยก่อนออกแนวร้านราคาแพง แบบว่าเข้าไปอย่าถามราคา พกสตางค์ไปมากๆ กินให้พอใจให้อิ่มแล้วค่อยคิดเงิน) และการมีอาหารมาให้เลือกหยิบเลือกกินนี่ในความรู้สึกของคนญี่ปุ่นคือมันเป็นอะไรที่ง่ายและว้าว วันนี้จะขอนำเสนอเรื่องราวประวัติความเป็นมาของซูชิหมุนนะครับ

ความเป็นมาของซูชิหมุน

มีผู้กล่าวว่า ซูชิหมุนเกิดมีปรากฏขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2501 ที่โอซาก้า (อีกแล้ว โอซาก้าคือเมืองนวัตกรรมอาหารราคาถูก บัตเตระก็มาจากโอซาก้า ร้านกับแกล้มราคาถูกแนวทุกจานสามร้อยเยนก็มาจากโอซาก้า) ผู้ริเริ่มคือร้าน “มาวารุ เก็นโรคุ ซูชิ” (廻る元禄寿司) หน้าสถานีรถไฟคินเท็ตสี ฟุเสะ ทางตะวันออกของโอซาก้า โดยเอาเรื่องสหภาพโซเวียตส่งดาวเทียมประสบความสำเร็จมาล้อเป็นคำโฆษณาว่า “ซูขิหมุนดาวเทียม” (人工衛星廻る寿司) แล้วก็กลายเป็นของฮิตในโอซาก้า พอปี พ.ศ. 2510 เลยเปิดร้านแฟรนไชส์แห่งแรกคือสาขาเมืองเซ็นได (จังหวัดมิยางิ) จากนั้นก็เลยลามไปทั่วประเทศ

 

แต่จุดพีคจริงๆ คือการที่ร้านนี้ได้ไปออกร้านในงาน Osaka Expo ในปี พ.ศ. 2513 คราวนี้ดังสุดๆ ฉุดไม่อยู่ ด้วยความที่งาน Osaka Expo เป็นงานแสดงนวัตกรรมแนว “โลกอนาคต” จำพวก “ยานยนต์ไฟฟ้า” “รถไฟฟ้ารางเดี่ยวไร้คนขับ” และ “ทางเดินเคลื่อนที่” ภาพของซูชิที่ไหลมาตามสายพานมันเลยเป็นอะไรที่ว้าวและดูล้ำมากสำหรับคนยุคนั้น เลยกลายเป็นประเด็นฮอตที่ใครๆ ก็ถามถึงกันเลยทีเดียว ขนาดที่ว่าร้านซูชิหมุนที่นีงะตะซึ่งก่อนหน้านั้นลูกค้าไม่เข้าทำท่าจะไม่ได้ไปต่อ พอซูชิหมุนได้ออกงาน Osaka Expo นี่ คนต่อแถวรอคิวกินกันเลยทีเดียว เรียกว่าเป็นเพราะงาน Osaka Expo แท้ๆ เลย พอปี พ.ศ. 2517 “เก็นโรคุ ซูชิ” ก็โกอินเตอร์ไปเปิดร้านที่นิวยอร์ก พอหลังจากนั้น หลังจากที่สิทธิบัตรซูชิหมุนของ “เก็นโรคุ ซูชิ” หมดอายุ ก็มีคนเปิดร้านซูชิหมุนเลียนแบบตามกันไปทั่วประเทศญี่ปุ่น

แล้วใครเป็นผู้คิดค้นซูชิหมุนตั้งแต่แรก?

ต้นคิดไอเดีย “ซูชิหมุน” นั้นมาจากนายชิราอิชิ โยชิอากิ ในปี พ.ศ. 2491 หลังสงครามยุติไม่นาน ในเวลานั้นนายชิราอิชิเปิดร้านซูชิแบบยืนกินที่ในแถบตะวันออกของโอซาก้า ซึ่งแถวนั้นมีโรงงานจำพวก SMEs อยู่หนาแน่น สมัยนั้น “ซูชิ” นั้นจัดว่าเป็นอาหารหรู หรูจนคนธรรมดาไม่กล้าเข้าเพราะกลัวเข้าไปสั่งกินพอคิดเงินแล้วจะไม่มีสตางค์จ่าย (ป้ายเมนูในร้านซูชิไม่ติดราคานะครับ เรียกว่ารักจะกินต้องไม่เกี่ยงราคา ไม่ถามว่าอันนี้เท่าไหร่?) นายชิราอิชิเลยมีไอเดียแหวกตลาด เปิดร้านซูชิแบบยืนกิน “จานละ 20 เยน” เอาใจคนทำงานโรงงานแถวนั้น ซึ่งได้รับการตอบรับดีก็จริง แต่ก็มีปัญหาว่าจะหาพ่อครัวมาทำงานให้อยู่ได้นานๆ อย่างไร (ในร้านราคาถูกแบบนี้) และก็มีประเด็นเรื่องการใช้เครื่องจักรเพื่อทุ่นแรง (ลดการใช้แรงงาน) มาให้ได้คิด นายชิราอิชิได้ไปเห็นสายพานลำเลียงในโรงงานเบียร์ เลยเกิดไอเดียว่าน่าจะเอาสายพานมาใช้กับร้านซูชิได้ อีก 10 ปีต่อมาเขาจึงได้พัฒนา “โต๊ะอาหารแบบมีสายพานหมุนเวียน” ขึ้นมาได้ นั่นหละคือจุดเริ่มของซูชิหมุน นวัตกรรมตรงนี้ทำให้นายชิราอิชิมาตั้งร้าน “มาวารุ เก็นโรคุ ซูชิ” ด้วยประการฉะนี้

 

 

นวัตกรรม “สายพานซูชิหมุน” นั้น ทำให้ลูกค้าเข้ามาได้มากๆ เข้ามาแล้วได้กินเลย (ของทำรอไว้แล้ว) กินเร็วลุกเร็ว อาหารทำไว้แล้วก็ไม่ต้องใช้พ่อครัวเยอะ เรียกว่าด้วยนวัตกรรมนี้ ซูชิได้กลายเป็น “ฟาสต์ฟู้ด” ไปในทันที

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ร้านเก็นโรคุ ซูชิ จึงได้นำเอาวันเกิดของนายชิราอิชิ คือวันที่ 22 พฤศจิกายน มาเป็น “วันซูชิหมุน” (回転寿司の日) ซึ่ง “วันสำคัญ” ดังกล่าวได้รับการรับรองจากสมาคมวันที่ระลึกแห่งญี่ปุ่น (日本記念日協会) เสียด้วยสิครับ (ฮา)

ทำไมซูชิหมุนถึงกลายเป็นซูชิราคาถูกได้?

ผู้เขียนในฐานะที่กินซูชิหมุนที่ญี่ปุ่นมาพอสมควร ทั้งซูชิหมุนเฉยๆ ไม่ร้อยเยน (ราคาแล้วแต่จานว่าเป็นเมนูอะไร) และซูชิหมุนร้อยเยน เหตุผลที่ซูชิหมุนกลายเป็นซูชิราคาถูกและเป็นที่แพร่หลายในญี่ปุ่นได้มีสองอย่าง หนึ่งคือ การประหยัดแรงงาน ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ค่าแรงแพง อะไรที่เอาเครื่องจักรมาแทนคนช่วยให้ต้นทุนลดได้หมด (ซึ่งแนวคิดนี้จะไม่ใช่สำหรับเมืองไทย เพราะเมืองไทยค่าแรงถูก ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องจักรอะไรแบบนั้น) ซูชิที่ไหลตามสายพานนั้นที่แน่ๆ คือไม่ต้องมีคนยกมาเสิร์ฟ (ต้นทุนพนักงานเสิร์ฟหายไปละ) ซูชิหมุนทั่วๆ ไป ไม่ร้อยเยน ยังมีพ่อครัวคอยปั้นให้เราอยู่ ซึ่งทำให้เรารู้สึกดี (ที่ญี่ปุ่นอะไรที่ทำมือมักจะให้ราคามากกว่าเครื่องจักร) แต่ถ้าซูชิหมุนร้อยเยน ข้าวปั้นถูกทำด้วยเครื่องจักรนะครับ ฉะนั้นทั้งร้านอาจต้องใช้คนแค่ตอนเก็บสตางค์เท่านั้น สอง การประหยัดต่อขนาดในการซื้อสินค้าวัตถุดิบมากๆ ซึ่งจะเห็นได้ในซูชิหมุนร้อยเยนซึ่งเป็นเชนมีสาขามากๆ วัตถุดิบก็ซื้อราคาส่งถูกๆ ได้ ซื้อของแช่แข็งเอามาทำได้ อะไรแบบนี้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็เป็นการลดต้นทุนได้ในบริบทธุรกิจของประเทศญี่ปุ่น (คือไฮเทค แต่ค่าแรงแพง) ผู้เขียนจึงไม่แปลกใจที่ “ซูชิหมุน” ในฐานะโมเดลธุรกิจจะ “ไม่ว้าว” เมื่อเอาไปทำในต่างประเทศเช่นเมืองไทย ส่วน Sushi King ในมาเลเซียก็ต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ชูจุดขาย “ซูชิฮาลาล” เพื่อดึงกลุ่มลูกค้ามุสลิม (ซึ่งก็ได้รับการตอบรับดี) จะเห็นได้ว่าธุรกิจเป็นของดิ้นได้ไปตามยุคสมัย ตามกาลเทศะเสมอ ซูชิหมุนของญี่ปุ่นก็เกิดมาเพื่อตอบโจทย์การตลาดในประเทศญี่ปุ่นเองในยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง (ผู้บริโภคชอบของถูก ชอบอะไรง่ายๆ แบบฟาสต์ฟู้ด ชอบอะไรที่ดูล้ำยุค) เมื่อไปสู่ที่อื่น ก็ต้องปรับตัวตอบโจทย์สิ่งที่ใช่สำหรับที่อื่นเช่นกัน สำหรับวันนี้สวัสดีครับ อยากกินซูชิหน้าปลาไหลจังเลยครับ        สล็อตเว็บตรง

LE CROISSANT DE VACANCES ร้านครัวซองต์น้องใหม่

LE CROISSANT DE VACANCES ร้านครัวซองต์น้องใหม่แห่งโกเบ ที่ใช้แป้งข้าวสาลีปลูกเอง

กระแสครัวซองต์ยังคงมาแรงอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย ในช่วงนี้ได้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ในวงการครัวซองต์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นครัวซองต์มีไส้ ครัวซองต์เคลือบช็อกโกแลต หรือแม้แต่ครัวซองต์กับครีมดิป ในวันนี้เราจะพาไปรู้จักร้านครัวซองต์น้องใหม่ในเมืองโกเบ จังหวัดเฮียวโกะ เมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องขนมปัง ร้านนี้มีชื่อว่า LE CROISSANT DE VACANCES หรือแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า วันหยุดแห่งครัวซองต์ ที่จะเปิดในวันที่ 26 มิถุนายน 2564 นี้ เราไปดื่มด่ำกับกลิ่นหอมและรสชาติชวนเย้ายวนของครัวซองต์ร้านนี้กันดีกว่าค่ะ

ครัวซองต์หลากเมนูที่ขายเฉพาะช่วงเวลา

 

ที่ร้านนี้ วัน ๆ หนึ่งจะทำครัวซองต์ออกมาขายกว่า 20 ชนิดเลยทีเดียว นอกจากจะมีครัวซองต์แพลนแบบดั้งเดิมแล้ว ยังมีครัวซองต์ที่ทำออกมาเฉพาะช่วงเวลา และเฉพาะช่วงฤดูกาลอีกด้วย ทำให้เราสามารถท่องเที่ยวไปกับครัวซองต์ในร้านนี้ได้อย่างไม่มีเบื่อ ยกตัวอย่างเช่น ตอนเช้าจะมีครัวซองต์รสช็อกโกแลต และครัวซองต์ไส้เนยและถั่วแดง ตอนกลางวันจะมีครัวซองต์ของคาวที่ใส่พาร์ม่าแฮม เนยและชีส และยังมีครัวซองต์หน้าพิซซ่าอีกด้วย เหมาะสำหรับเป็นอาหารกลางวัน ส่วนในตอนเย็นจะมีครัวซองต์พริกไทยดำ และครัวซองต์ที่ใส่ลาเวนเดอร์และเปลือกส้ม กลิ่นหอมเหมาะเจาะกับการเป็นกับแกล้มเสียจริง ๆ

เมนูเด่นของร้าน

 

จุดเด่นของร้านนี้คือการใช้แป้งข้าวสาลีที่ทางร้านเป็นคนปลูกเอง แถมที่ถุงยังแปะหน้าเกษตรกรผู้ดูแลข้าวสาลีนั้น ๆ อีกด้วย เรียกได้ว่าไว้ใจเรื่องกรรมวิธีการผลิตได้เลย เมนูเด่น ๆ ของร้านมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ครัวซองต์เพลนแบบดั้งเดิม ที่มีชั้นครัวซองต์ถึง 36 ชั้น ด้านนอกกรุบกรอบ ด้านในนุ่มลิ้น มีจุดเด่นที่กลิ่นหอมของเนยและแป้งข้าวสาลีที่ปลูกเอง เมนูต่อไปที่ห้ามพลาดคือครัวซองต์ช็อกโกแลตที่ผสมดาร์กช็อกโกแลตจากเบลเยี่ยมลงไปในเนื้อครัวซองต์อย่างไม่หวงวัตถุดิบ สำหรับใครที่ชอบครีมต้องลอง Maritozzo ขนมหวานดั้งเดิมจากอิตาลี ที่ใช้แป้งครัวซองต์ทำ อีกทั้งยังสอดไส้ chocolate terrine อีกด้วย ส่วนคนที่ชอบถ่ายรูปลงโซเชียลต้องซื้อเมนูนี้ นั่นก็คือ คิวบ์ครัวซองต์ ครัวซองต์ทรงลูกบาศก์น่ารัก ที่จะให้รสสัมผัสนุ่มนวลกว่าครัวซองต์ปกติ

การจับมือกับร้านกาแฟ LIMA COFFEE

 

 

ทางร้าน LE CROISSANT DE VACANCES ยังได้ร่วมมือกับร้านกาแฟที่โด่งดังแห่งเมืองโกเบอย่างร้าน LIMA COFFEE นำกาแฟรสเยี่ยมของทางร้านมาวางขายพร้อมกับครัวซองต์แสนอร่อยด้วย เรียกได้ว่าอร่อยครบ จบในร้านเดียวเลยจริง ๆ

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ กับการท่องเที่ยวผ่านครัวซองต์ไปกับร้าน LE CROISSANT DE VACANCES รับรองว่าเพื่อน ๆ ไม่ผิดหวังแน่นอน ใครมีโอกาสอย่าลืมไปท่องเที่ยวเมืองโกเบ เมืองแห่งขนมปังที่ไม่ว่าร้านไหนก็อร่อย และแวะเวียนไปที่ร้านนี้กันได้ค่ะ                  สล็อตเว็บตรง

เทคนิคการเก็บขนมไดฟุกุให้อร่อยเหมือนเพิ่งซื้อมาใหม่ๆ

เทคนิคการเก็บขนมไดฟุกุให้อร่อยเหมือนเพิ่งซื้อมาใหม่ๆ

ขนมไดฟุกุ (Daifuku, 大福) เป็นขนมโมจิที่คนญี่ปุ่นและคนต่างชาติชื่นชอบมาก จากความนุ่มเหนียวหนึบของแป้งโมจิผสมกับรสหวานอร่อยของไส้ซึ่งอาจจะเป็นถั่วแดงกวน มันเทศกวน หรือผลไม้ต่างๆ ตามฤดูกาล โดยปกติขนมไดฟุกุที่ซื้อมาใหม่มักจะมีเนื้อสัมผัสเหนียวนุ่มอร่อย แต่หากนำไปแช่ตู้เย็นหรือเก็บผิดวิธีก็จะทำให้แป้งโมจิแข็งและไม่อร่อย มารู้วิธีที่คนญี่ปุ่นใช้ในการเก็บขนมไดฟุกุให้อร่อยเหมือนตอนซื้อมาใหม่กันค่ะ

1. เก็บที่อุณหภูมิห้อง

วิธีการนี้เก็บขนมไดฟุกุได้ประมาณ 2-3 วันตามวันหมดอายุ ซึ่งทำได้ง่ายโดยนำขนมไดฟุกุใส่ภาชนะที่มีฝาปิดสนิทแล้วเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้อง และนำมารับประทานได้อร่อยก่อนวันหมดอายุที่กำหนดไว้บนบรรจุภัณฑ์

2. การแช่แข็ง

การแช่แข็งจะยืดเวลาการเก็บขนมไดฟุกุได้นานถึง 1 เดือน ซึ่งทำได้โดยการนำขนมมาแยกห่อเป็นชิ้นๆ ด้วยพลาสติกแรป นำใส่ถุงพลาสติกสำหรับแช่แข็ง และนำเข้าแช่ช่องแข็ง เมื่อจะนำมารับประทานก็มีวิธีการดังนี้คือ

2.1 วางไว้ให้น้ำแข็งละลาย

วิธีการนี้ทำได้โดยนำขนมไดฟุกุที่แช่แข็งไว้มาวางไว้ที่อุณหภูมิห้องประมาณ 10-15  นาที เพื่อให้น้ำแข็งละลาย จากนั้นจึงนำมามารับประทานได้เลย

2.2 ใช้ไมโครเวฟ

วิธีการนี้ทำได้ดังนี้คือ ใช้น้ำชุบขนมโมจิที่เพิ่งนำออกมาจากช่องแข็งเล็กน้อยเพื่อให้ความชื้น นำใส่ภาชนะทนร้อนขนาดเล็ก แล้วนำเข้าไมโครเวฟที่ 600 วัตต์ เป็นเวลา 10 วินาที สังเกตดูว่าแป้งโมจินุ่มหรือยัง หากยังไม่นุ่มก็ค่อยๆ ไมโครเวฟไปทีละ 10 วินาที จนแป้งโมจินิ่มได้ที่ ข้อควรระวังในการใช้ไมโครเวฟละลายน้ำแข็งจากขนมไดฟุกุ คือ ไม่ควรตั้งเวลาละลายน้ำแข็งรวดเดียว เพราะเวลาที่นานเกินไปจะทำให้โมจิแข็งตัวไม่อร่อย

2.3 นำมาทอด

การทอดทำให้ได้ขนมไดฟุกุทอดรสชาติอร่อยไม่เหมือนใคร วิธีการทำได้โดยนำขนมไดฟุกุออกจากช่องแข็ง ชุบด้วยส่วนผสมแป้งเทมปุระ นำลงไปทอดในน้ำมันที่ร้อนประมาณ 170 องศาเซลเซียส จนแป้งเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล แล้วจึงตักขึ้นวางให้สะเด็ดน้ำมันและนำมารับประทานได้อย่างอร่อย

 

ผู้เขียนเองเคยนำขนมไดฟุกุที่ซื้อมาเก็บไว้ในตู้เย็นหลายครั้ง ผลก็คือแป้งโมจิแข็งไม่อร่อยหลังจากแช่ตู้เย็นไว้ประมาณ 1 วัน ดังนั้นวิธีการที่จะคงความอร่อยของโมจิไว้ให้มากที่สุดคือ การเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องและรับประทานให้หมดก่อนวันหมดอายุ และหากต้องการเก็บขนมไว้นานๆ ก็ควรจะแช่แข็งไว้ตามคำแนะนำข้างต้นค่ะ      สล็อตเว็บตรง

5 เมนูอาหารเย็น อร่อยแถมประหยัด ! ทำทานเองง่าย ๆ กินบ่อยได้ไม่มีเบื่อ

5 เมนูอาหารเย็น อร่อยแถมประหยัด ! ทำทานเองง่าย ๆ กินบ่อยได้ไม่มีเบื่อ

เคยไหมคะ งบอาหารมื้อเย็นบานปลาย… ทั้ง ๆ ที่ควรจะเป็นมื้อที่ประหยัดได้มากที่สุด เพราะมัวแต่ห่วงเรื่องโภชนาการ กลัวสารอาหารไม่ครบแล้วร่างกายจะแย่ สุดท้ายก็ใช้เป็นข้ออ้าง เลือกซื้อแต่วัตถุดิบดีราคาแพงมาทำอาหารหรือไม่ก็ออกไปกินนอกบ้าน วันนี้เราจะมาแนะนำเมนูเด็ดดวงสำหรับมื้อเย็นสไตล์ญี่ปุ่นให้ทุกคนได้ลองทำกันค่ะ เป็นเมนูง่าย ๆ ทำเองได้ที่บ้าน เมนูเหล่านี้นอกจากจะอุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นแล้ว ทานแล้วยังไม่อ้วน วัตถุดิบในการทำก็หาซื้อง่าย ราคาไม่แพงอีกด้วย

1. เมนูจับแชหรือผัดวุ้นเส้นสไตล์เกาหลี

ผัดวุ้นเส้น

เมนูนี้เป็นเมนูยอดฮิตในหมู่คนญี่ปุ่นเลยค่ะ ด้วยวิธีทำที่แสนง่ายดาย เพราะวัตถุดิบน้อย แถมหาได้เองที่บ้านอีกต่างหาก  แค่มีเนื้อหมูหรือเนื้อไก่ที่เราชอบ ผักต่าง ๆ กับวุ้นเส้นและเครื่องปรุงอีกนิดหน่อย 15 นาทีก็เสร็จแล้ว จะทานเปล่า ๆ ก็ดี ทานกับข้าวสวยร้อน ๆ ก็อร่อย เป็นเมนูที่รสชาติหวานและกลมกล่อมมาก ๆ แถมทำครั้งเดียว ทานไม่หมด ยังสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้นานถึง 5 วันเลยนะคะ

2. เมนูแซลมอนย่างซอสเทริยากิ

แซลมอน

เมนูนี้แทบจะเป็นเมนูพื้นฐานของชาวญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ เพราะแซลมอนที่ญี่ปุ่นนั้นราคาไม่แพง และหาซื้อได้ง่ายมาก เมนูนี้ใช้ความหวานและเค็มของตัวซอสเทริยากิมาช่วยชูรสให้กับตัวแซลมอนย่าง จึงเหมาะกับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เป็นเมนูที่ทำง่ายมาก แถมถ้าได้กินกับข้าวสวยร้อน ๆ กับซุปมิโซะอีกสักถ้วย รับรองว่าฟินแน่นอนค่ะ นอกจากนี้ เมนูนี้ยังเก็บไว้ได้นานจึงเหมาะที่จะทำเก็บไว้กินในมื้อถัด ๆ ไปหรือจะนำมาห่อเบนโตะก็ได้เช่นเดียวกัน

3. เมนูหมูผัดกิมจิ

หมูผัดกิมจิ

เมนูหมูผัดกิมจินี้ เหมาะสำหรับคนที่อยากทานอาหารที่มีรสจัดจ้าน รสชาติเผ็ดร้อนของกิมจิและกลิ่นหอมของขิงกับกระเทียมล้วนทำให้เมนูนี้อร่อยจนหยุดไม่อยู่เลยล่ะค่ะ วิธีทำก็ง่าย แค่มีหมู กิมจิ และเครื่องปรุงอีกหน่อยก็ทำได้แล้ว เมนูนี้เหมาะเป็นกับข้าวในวันที่ต้องการความสดชื่นหรือต้องการความตื่นตัวมาก ๆ นอกจากนี้ เมื่อผ่านไปสักพักความเปรี้ยวของกิมจิก็จะเพิ่มมากขึ้น ทำให้จานนี้รสชาติเปรี้ยวเด็ดเผ็ดอร่อยมากขึ้นอีกด้วย

4. เมนูเต้าหู้ผัดพริกเสฉวน มาโบโทฟุ

เต้าหู้ผัดพริก

หากใครอยู่ที่ญี่ปุ่นนานหน่อย คงได้มีโอกาสลิ้มลองเมนูนี้มาบ้างไม่มากก็น้อยเป็นแน่ เมนูนี้เป็นเมนูที่เหล่าแม่บ้านชอบทำกันค่ะ วัตถุดิบก็น้อยมาก มีแค่เต้าหู้ เศษเนื้อหมูหรือไก่ที่เหลือในตู้เย็น และซอสพริกเสฉวนสไตล์ญี่ปุ่นเท่านั้น เมนูนี้ดูเผ็ดก็จริงแต่รสชาติไม่เผ็ดจนเกินไปค่ะ เผ็ดสไตล์ญี่ปุ่นมากกว่า ทานคู่กับข้าวร้อน ๆ หรือจะนำมาราดเป็นท็อปปิ้งในเมนูเส้นก็อร่อยไปอีกแบบ

5. เมนูซุปผักกับหมูก้อน

ซุปผัก

 

เมนูนี้ยิ่งง่ายเลยค่ะ เพราะเป็นเมนูที่ไม่ได้กำหนดว่าต้องใส่ผักอะไรเป็นพิเศษ แค่ปั้นเนื้อหมูเป็นก้อนกลม ๆ คล้ายกับลูกชิ้นบ้านเรา ใส่ผักที่ชอบ ใส่ซอสใส่เครื่องปรุง ต้มจนสุกแล้วก็ทานได้ทันที เป็นซุปทั่ว ๆ ไปเลยค่ะ แต่แฝงด้วยคุณค่าทางสารอาหารจากผักและเนื้อสัตว์ แถมยังมีหมูก้อนช่วยเพิ่มความน่ากินให้กับซุปอีกด้วย

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ เมนูง่าย ๆ แบบนี้ ทำไมถึงนึกไม่ออกกันนะ ต่อไปนี้ ไม่ต้องทำเมนูเพื่อสุขภาพให้มันยุ่งยาก เน้นง่าย ๆ แต่เปี่ยมด้วยคุณภาพดีกว่าค่ะ ลองเอาไปปรับสูตรให้เข้ากับทุกคนดูนะคะ เมนูเหล่านี้ไม่เน้นวัตถุดิบที่ตายตัว มีผักมีเนื้ออะไรเหลือในตู้เย็น ก็ใช้แทนกันได้หมด ประหยัดทั้งเงิน ประหยัดทั้งเวลาจริง ๆ เลยค่ะ    สล็อตเว็บตรง

ร้านแพนเค้กชื่อดัง “Shiawase no Pancake” เปิดสาขาใหม่ในฮอกไกโดแล้ว

ร้านแพนเค้กชื่อดัง “Shiawase no Pancake” เปิดสาขาใหม่ในฮอกไกโดแล้ว

ร้านแพนเด้กชื่อดังของประเทศญี่ปุ่น “Shiawase no Pancake” ที่ทำให้หลายคนติดใจด้วยความนุ่มฟูเด้งดึ๋งแบบเป็นเอกลักษณ์ของร้าน เปิดสาขาใหม่เพิ่มเอาใจแฟนๆคนรักแพนเค้กอีกแล้ว โดยครั้งนี้เป็นการเปิดสาขาใหม่ในแหล่งท่องเที่ยวขวัญใจคนทั่วโลกอย่าง “ซัปโปโร ฮอกไกโด” ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของการไปเปิดสาขาที่เกาะฮอกไกโดอีกด้วยนะจ๊ะ

ร้าน “Shiawase no Pancke” เปิดตัวเป็นครั้งแรกเดือนพฤศจิกายน 2015 ที่สาขาโอโมเตซันโด ในกรุงโตเกียว ถึงจะเป็นร้านเปิดใหม่แต่ก็ได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากๆจนเกิดเป็นกระแสต่อแถวยาวในทันที โดยเมนูที่ใครๆก็ต้องลองก็คือ เมนูที่มีชื่อเดียวกับร้าน แถมยังมีทั้งอาหารแนวของหวานที่ทำจากแพนเค้กอีกด้วย

เมนูพิเศษช่วงฤดูร้อน “Rose hip peach pancake”

ความพิเศษของร้านคือ สัมผัสฟูฟ่องของเนื้อแพนเค้กที่เกิดจากความประณีตในแต่ละขั้นตอนการทำ วัตถุดิบที่ใช้ล้วนแล้วแต่เป็นวัตถุดิบที่ไม่มีสารเติมแต่ง ไม่ใช่เบกกิ้งโซดา และไม่มีการทำเตรียมทิ้งไว้ ทุกชื้นล้วนทำขึ้นสดใหม่ทีละอันทีละอัน ใช้เวลาย่างด้วยวิธีเฉพาะตัวของทางร้านซึ่งใช้เวลากว่า 20 นาที จนได้เป็นแพนเค้กเนื้อนุ่มฟูฟ่องแบบที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน

ร้านแพนเค้กอันโด่งดังได้มาเปิดสาขาแรกที่เกาะฮอกไกโด เมืองซัปโปโร ตั้งอยู่ตรงบริเวณหน้าสถานี Nishiyonchome ตกแต่งภายในร้านในดูเป็นธรรมชาติ พร้อมด้วย open kitchen ให้ลูกค้าภายในร้านได้มองเห็นกรรมวิธีการทำที่พิถีพิถันทุกขั้นตอน  แถมในช่วงตอนเปิดร้านใหม่ยังมีเมนูพิเศษเฉพาะสำหรับหน้าร้อนอย่าง “Rose hip peach pancake” ที่ทำจากลูกพีชที่ปลูกในประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย    สล็อตเว็บตรง

 

Shiawase no Pancake สาขา Sapporo
ที่ตั้ง:21st Big Building 1-15-4 Minami 1 Jonishi, Chuo, Sapporo, Hokkaido
เบอร์โทรศัพท์:011-251-6666
เวลาให้บริการ:วันธรรมดา 10:00~20:00(LO19:15)วันเสาร์อาทิตย์・นักขัตฤกษ์ 10:00~20:30(LO19:40)
วันหยุดร้าน:ไม่มีวันหยุดประจำ

“Golden Week” วันหยุดที่ชาวญี่ปุ่นโหยหา สำคัญอย่างไร?

“Golden Week” วันหยุดที่ชาวญี่ปุ่นโหยหา สำคัญอย่างไร?

ถ้าพูดถึง “Golden Week” ชาวญี่ปุ่นก็มักจะตาโต พลันยิ้มแก้มปริ เพราะพวกเขาจะนึกถึงช่วงเวลาที่เฝ้ารอ เป็นสัปดาห์แห่งวันหยุดยาว 7 วันรวด ตั้งแต่ 29 เมษายน – 5 พฤษภาคมของทุกปี แบบไม่ต้องรอลุ้นให้รัฐบาลประกาศแบบสงกรานต์บ้านเราเลยหล่ะครับ

แม้ช่วงวันหยุดยาวนี้จะเป็นชื่อที่เราคุ้นหู แต่เพื่อน ๆ ทราบหรือไม่ครับ ว่าการหยุดยาว 7 วันนี้ มีความสำคัญอย่างไร? ทำไมถึงต้องเป็น 7 วันนี้? มาทำความรู้จักสัปดาห์หยุดมาราธอน สัปดาห์ทองของประเทศญี่ปุ่นกันครับ

29 เมษายน วันโชวะ : โชวะ โนะ ฮิ「昭和の日」

จักรพรรดิฮิโรฮิโตะ หรือ จักรพรรดิโชวะ

วันโชวะ หรือ วันเฉลิมพระชนมพรรษาของอดีตสมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโตะในสมัยโชวะนั่นเอง จักรพรรดิพระองค์นี้ เป็นพระราชบิดาของจักรพรรดิอะกิฮิโตะ (จักรพรรดิองค์ปัจจุบัน) ถือเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง จัดว่าเป็นช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นในฐานะประเทศจากทวีปเอเชีย มีตัวตนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในภาพของชาติมหาอำนาจ พระองค์วางตัวใกล้ชิดกับประชาชนมากกว่าจักรพรรดิพระองค์ก่อน ๆ ในอดีต วันโชวะจึงมีความสำคัญ เป็นโอกาสที่ได้ระลึกถึงวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระองค์ ที่ถูกกล่าวถึงอยู่เสมอไม่เคยลืมเลือน

3 พฤษภาคม วันรัฐธรรมนูญ : เคนโป คิเน็งบิ「憲法記念日」

憲法記念日

เคนโป คิเน็งบิ หรือเรียกง่าย ๆ ว่าวันรัฐธรรมนูญที่ชาวญี่ปุ่นใช้ในการระลึกถึงการมีรัฐธรรมนูญฉบับแรกของชาติเมื่อปี 1947 หรือกว่า 71 ปีมาแล้ว แม้กระทั่งปัจจุบันก็ยังคงเป็นรัฐธรรมนูญฉบับเดิม เพียงแต่ปรับแก้ไขในจุดที่ผ่านความเห็นชอบตามระบบ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นรัฐธรรมนูญหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ร่างขึ้นภายใต้การยึดครองของฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งมุ่งหมายให้ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศแห่งความสันติ ส่งผลให้มีประเด็นทางกฎหมายมากมายที่ถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญสืบมาจนกระทั่งปัจจุบันก็ยังคงเป็นที่ถกเถียงไม่จบไม่สิ้นอย่างมาตรา 9 (ว่าด้วยเรื่องทางการทหาร) นั่นเอง

4 พฤษภาคม วันสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ : มิโดะริ โนะ ฮิ「みどりの日」


วันสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ คือ วันที่ให้ความสำคัญกับการขอบคุณธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แรกเริ่มเดิมที ญี่ปุ่นใช้วันสิ่งแวดล้อมเป็นวันที่ 29 เมษายน วันเดียวกันกับวันโชวะ เนื่องจากสมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโตะ ทรงรักธรรมชาติเป็นอย่างมาก กระทั่งปี 2006 จึงได้มีการประกาศให้วันที่ 4 พฤษภาคม เป็นวันสิ่งแวดล้อมแทน

5 พฤษภาคม วันเด็ก : โคะโดะโมะ โนะ ฮิ「子供の日」

 

วันเด็ก จัดไว้ให้เป็นวันที่ 5 เดือน 5 เป็นหนึ่งในวันหยุดในช่วงสัปดาห์ทองนี้ด้วย เป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองให้กับเด็ก ๆ มีการขอพรให้เด็ก ๆ มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ขอให้มีความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า มักจะพบการประดับธงปลาคาร์ฟไว้มากมาย เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแรงตามความเชื่อของการว่ายน้ำของปลาคาร์ฟ ตัวไหนว่ายทวนน้ำขึ้นไปผ่านประตูมังกรได้ จะกลายเป็นมังกร สัตว์ที่มีความแข็งแกร่งในความเชื่อของญี่ปุ่นนั่นเอง

Golden Week สัปดาห์ทองที่เฝ้ารอของชาวญี่ปุ่นนี้ พวกเขาจะใช้เวลาไปกับการพักผ่อน ท่องเที่ยวไปทั่ว ทั้งในและนอกประเทศ จึงไม่ต้องแปลกใจว่าเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนจะเนืองแน่นไปทั่วทุกสถานีรถไฟ และตามสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ๆ อันเป็นที่นิยมต่าง ๆ โรงงานและบริษัทต่าง ๆ พากันหยุดในช่วงนี้ เพื่อให้พนักงานได้ผ่อนคลายและใช้เวลาวันหยุดได้อย่างเต็มที่ในแบบที่ต้องการ โดยครอบครัวถือเป็นกลุ่มสำคัญที่สุด ถือเป็นช่วงเวลาที่คนญี่ปุ่นเฝ้ารอไม่ต่างจากเราคนไทยเฝ้ารอวันสงกรานต์อย่างไรอย่างนั้น ช่างเป็นเทศกาลแห่งความสุขของครอบครัวโดยแท้


ใครจะเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงสัปดาห์ทอง ขอบอกว่าควรต้องเตรียมตัววางแผนการเดินทางให้รัดกุม และเผื่อเวลาเอาไว้สักนิดนะครับ มิฉะนั้นแล้วจะผิดแผนล่าช้า เสียเวลา เสียอารมณ์ไปเสียหมด!! แต่ยังไงก็ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ สัมผัสวันหยุดยาวของญี่ปุ่นให้เต็มที่ เติมพลังก่อนกลับมาทำงานที่เรารัก!! สู้ชีวิตกันต่อไปนะครับทุกท่าน!!          สล็อตเว็บตรง

ล่องเรือชมความงามของหิ่งห้อยริมฝั่งแม่น้ำโอกาสดีๆ ที่จะมีเพียงปีละครั้งเท่านั้น

ล่องเรือชมความงามของหิ่งห้อยริมฝั่งแม่น้ำโอกาสดีๆ ที่จะมีเพียงปีละครั้งเท่านั้น

ที่ประเทศไทยเรา การนั่งเรือชมหิ่งห้อยตามสองฝั่งแม่น้ำก็อาจจะดูเป็นเรื่องปกติที่ทำได้กันแทบทุกวันตลอดทั้งปี แต่สำหรับที่ประเทศญี่ปุ่นการท่องเที่ยวแบบล่องเรือชมหิ่งห้อยนั้น จะสามารถหาชมได้แค่เพียงช่วงสั้นๆ 1 ครั้งต่อปี คือช่วงประมาณเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคมนั่นเอง คราวนี้เราเลยจะมาแนะนำงานเทศกาลล่องเรือชมหิ่งห้อยในจังหวัดโทคุชิมะ ที่จัดงานเทศกาล “Hahagawa Hotaru” หรือเทศกาลหิ่งห้อยริมแม่น้ำฮาฮากาวะทุกๆ ฤดูร้อนของปี ภายในงานจะมีกิจกรรมอะไรให้ทำบ้าง ตามไปดูกันเลยดีกว่าค่ะ

เทศกาลหิ่งห้อยริมแม่น้ำฮาฮากาวะมักจัดขึ้นในช่วงต้นเดือนมิถุนายน ซึ่งจะจัดขึ้นบริเวณริมแม่น้ำฮาฮากาวะของ เมืองไคโย ตำบลไคฟุในจังหวัดโทคุชิมะ โดยแม่น้ำฮาฮากาวะนี้เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะที่เป็นแหล่งที่อาศัยของหิ่งห้อยสายพันธ์ุเกนจิ (ゲンジボタル) ซึ่งตลอดช่วงเวลาการจัดงานจะมีบริการล่องเรือให้บริการทุกคืน

 

วัตถุประสงค์ของการจัดงานดังกล่าวก็เพื่อแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักกับหิ่งห้อยสายพันธ์ุเกนจิ และเป็นการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับข่าวสารทั้งในและนอกเมืองด้วย โดยเทศกาลนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากความร่วมมือของอาสาสมัครซึ่งเป็นคนในท้องถิ่นช่วยกันทำให้เกิดงานนี้ขึ้นมา และในปัจจุบันภายในงานก็ไม่ได้มีแค่การล่องเรือพาชมหิ่งห้อยเท่านั้น แต่ในวันแรกของงานยังมีร้านขายอาหารต่างๆ และยังจะมีเปิดสอนวิธีการพายเรือแบบไม่เสียเงินอีกด้วย แถมตลอดระยะเวลาการจัดงานยังมีบริการรับส่งจากที่พักโฮมสเตย์ โรงแรม และเรียวกังที่อยู่ใกล้ๆ กับพื้นที่การจัดงานอีกด้วย

เนื่องจากเสียงตอบรับอย่างล้นหลามทำให้ในทุกปีผู้จัดงานต้องจำกัดจำนวนผู้มีสิทธิได้นั่งเรืออยู่ที่ 100 คนเท่านั้น โดยคาดการณ์ว่าในวันเสาร์อาทิตย์จะมีนักท่องเที่ยวมาเป็นจำนวนมาก ดังนั้นทางผู้จัดงานจึงกระซิบแนะนำให้มากันในวันธรรมดาจะได้เที่ยวกันได้อย่างสนุกและอิ่มอกอิ่มใจมากขึ้นค่ะ เพื่อนๆ คนไหนที่อยากลองเปลี่ยนจากการล่องเรือชมหิ่งห้อยที่อัมพวา ขอลองโกอินเตอร์ไปดูหิ่งห้อยที่ญี่ปุ่นบ้างนะคะ        สล็อตเว็บตรง

 

 

ติดตามข้อมูลได้ทางเว็บไซต์ Kaiyo-kankou

แนะนำ! ซูชิจานหมุนที่คานาซาว่า เรื่องคุณภาพไม่เป็นรองที่ไหนอย่างแน่นอน!

แนะนำ! ซูชิจานหมุนที่คานาซาว่า เรื่องคุณภาพไม่เป็นรองที่ไหนอย่างแน่นอน!

เมื่อหลายวันก่อนเราได้บังเอิญดูรายการทีวีรายการหนึ่งที่ชื่อว่า 秘密のケンミンSHOW (Himitsu no kenmin SHOW) ซึ่งได้พูดถึงของอร่อยของคานาซาว่า เมืองหลวงของจังหวัดอิชิคาว่า ไม่ว่าจะเป็นฮาจิบังราเมน (ราเมน หมายเลขแปดที่มีต้นกำเนิดจากที่นี่) คานาซาว่าโอเด้ง และอื่น ๆ โดยในครั้งนี้ทางรายการได้แนะนำร้านซูชิ ซึ่งแน่นอนว่าซูชิของจังหวัดอิชิคาว่านั้นอร่อยไม่แพ้ที่ไหนอย่างแน่นอน เพราะว่าเป็นจังหวัดที่ติดอยู่กับทะเล ความสดใหม่ของปลาจึงไม่เป็นรองใคร เราเลยจะมาแนะนำร้านซูชิอร่อยและขึ้นชื่อในเมืองคานาซาว่า พร้อมกับหน้าของซูชิขึ้นชื่อที่ควรทานที่เมืองนี้

ไคเตนซูชิ (回転すし) หรือ ซูชิจานหมุน

ถ้าลองไปถามชาวเมืองคานาซาว่าแล้วละก็ ทุกคนจะแนะนำให้ทานซูชิ ซึ่งที่อื่นถ้าพาไปทานซูชิจานหมุน ทุกคนคงจะไม่อยากและคิดว่ามันคงไม่อร่อยเท่าร้านซูชิหรูแน่ ๆ ใช่ไหมล่ะ แต่ว่าถ้าคุณไปที่คานาซาว่าแล้วละก็ แม้แต่ซูชิจานหมุนก็อร่อยเกินราคาแล้วละจะบอกให้ เพราะว่าเลเวลของซูชิจานหมุนคานาซาว่านั้นแตกต่างจากที่อื่น ไม่ว่าจะเป็นเนื้อซูชิ (ภาษาญี่ปุ่นเรียก neta; ネタ) ที่ใหญ่กว่า ซึ่งมาพร้อมกับข้าว (ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า shari; シャ) ที่บาลานซ์กันอย่างลงตัว และยังมีความสดของปลาและสัตว์ทะเลหลากชนิดที่มีให้เลือกมากมาย เพราะงั้นใครที่ไปคานาซาว่าละก็ เดินเข้าร้านซูชิจานหมุนได้เลย ไม่ผิดหวังแน่นอน

ถ้าพร้อมแล้วก็มารู้จักกับร้านไคเตนซูชิหรือซูชิจานหมุนเด็ด ๆ ประจำเมืองคานาซาว่ากันเลย

ร้านแรก Kanazawa Maimon Sushi (金沢まいもん寿司)

 

ร้านนี้เป็นร้านที่ดังมากไม่ว่าจะในหมู่ชาวคานาซาว่ากันเองหรือว่านักท่องเที่ยวทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติก็ตาม ซึ่งตอนนี้ร้านนี้ก็ได้เริ่มกระจายสาขามาที่โตเกียวแล้วด้วย

รายละเอียดของร้าน
[สาขาหลัก] ที่อยู่ : Ishikawa, Kkanazawa, Ekinishishinmachi 3-20-7
เบอร์โทร : 076-234-1144
เวลาทำการ : 11:00-21:30 (ไม่มีวันหยุด)
เว็บไซต์ : maimon-sushi

[สาขาสถานีคานาซาว่า] ที่อยู่ : Ishikawa, Kkanazawa, Kinoshinbomachi 1−1 Kanazawa Hyakubangai anto
เบอร์โทร : 076-225-8988
เวลาทำการ : 11:00-22:00 (ไม่มีวันหยุด) 

หมายเหตุ ร้านนี้ได้มีการขยายสาขาไปที่โตเกียว นาโกย่า แถบคันไซ หรือแม้แต่แถบคิวชูแล้วด้วย เข้าไปเช็คสาขาเพิ่มเติมได้ ที่นี่ เลย

ร้านที่สอง Mori Mori Sushi (もりもり寿し)

 

ร้านนี้ก็เป็นอีกร้านที่มีชื่อเสียง มีทั้งชาวคานาซาว่าและนักท่องเที่ยวจากที่ต่าง ๆ แวะมาทานกัน โดยร้านนี้จะมีจุดเด่นคือมีสาขาอยู่มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาขาตรงตลาดปลาโอมิโจ ที่เปิดตั้งแต่ 7 โมงเช้า เหมาะสำหรับการไปทานเป็นมื้อเช้าอย่างยิ่ง

รายละเอียดของร้าน
[สาขาหน้าสถานที่คานาซาว่า] ที่อยู่ : Ishikawa, Kkanazawa, Horikawa Shinmachi 3 – 1 Kanazawa Forus 6F)
เบอร์โทร : 076-265-3510
เวลาทำการ : 11:00-22:00 (ไม่มีวันหยุด)

[สาขาตลาดปลาโอมิโจ] ที่อยู่ : Ishikawa, Kkanazawa, Okusamachi 88)
เบอร์โทร : 076-262-7477
เวลาทำการ : 7:00-16:20 (ไม่มีวันหยุด) 

หมายเหตุ ร้านนี้ได้มีการขยายสาขาไปที่โตเกียวแล้ว คือ สาขาที่ Tama Plaza และ Trie Keio Fuchu

ร้านที่สาม Sushi kuinee! (すし食いねぇ!)

 

ร้านนี้ในหมู่นักท่องเที่ยวอาจจะไม่ได้มีชื่อเสียงขนาดนั้น แต่ว่าสำหรับชาวเมืองคานาซาว่าแล้ว ร้านนี้อร่อยไม่แพ้สองร้านข้างบนเลยทีเดียว

รายละเอียดของร้าน
[สาขาหน้าที่ว่าการจังหวัด] ที่อยู่ : Ishikawa, Kkanazawa, Saito 1 – 51)
เบอร์โทร : 076-268-3450
เวลาทำการ : 11:00-21:30 (ไม่มีวันหยุด)
เว็บไซต์: sushikuine

หน้าซูชิที่แนะนำเมื่อมาทานที่คานาซาว่า

nodoguro (のどぐろ) – เมนูแนะนำที่ควรสั่งเป็นอย่างยิ่งเมื่อมาทานซูชิที่คานาซาว่า เพราะว่าเจ้าโนโดกุโระนี้เป็นปลาที่หาทานได้แค่แถบนี้เท่านั้น ซึ่งมันอร่อยมากจริง ๆ แทบจะละลายในปาก ไม่ต้องเคี้ยวเลยทีเดียว

 

gasuebi (がすえび) – มองผ่าน ๆ แล้วอาจจะดูเหมือนกุ้งทั่วไป แต่จริง ๆ แล้วกุ้งนี้หาทานได้แต่ในแถบทะเลภูมิภาคโฮคุริคุ (แถบจังหวัดอิชิคาว่า ฟุคุอิ นีงาตะ และโทยามะ) เท่านั้น รสชาติจะใกล้เคียงกับกุ้งหวาน แต่ว่าเนื้อกุ้งจะแน่นและใหญ่กว่า

namera (なめら) – ปลาชนิดนี้อาจจะเป็นปลาที่คนไม่ค่อยรู้จัก แต่ว่าเป็นปลาที่หาทานได้แค่ในภูมิภาคโฮคุริคุนี้เท่านั้น เป็นปลาเนื้อขาวที่แทรกความมันเอาไว้ มีรสชาติกลมกล่อมไม่แพ้ปลาชนิดอื่น

buritoro (ぶりとろ) – ถ้าเป็นคนจังหวัดอื่นในญี่ปุ่นคงจะเลือกทานปลาทูน่ากันมากกว่า แต่สำหรับชาวคานาซาว่าแล้ว จะต้องเลือกเจ้าบุรินี้อย่างแน่นอน ปกติแล้วปลาบุริจะเป็นปลาที่มีกลิ่น แต่ว่าถ้าเป็นที่คานาซาว่านอกจากจะไม่มีกลิ่นแล้ว ยังความมันไม่แพ้โอโทโร่ของทูน่าเลยทีเดียว แถมยังเอาไปดัดแปลงเป็นเมนูหลาย ๆ แบบได้เช่นเดียวกัน

 

akanishikai (赤西貝) – สำหรับคนที่ชอบหอยต้องลองเจ้าหอยแดงหรืออากานิชินี้เลย ซึ่งก็อีกเช่นเคย หอยชนิดนี้จะหาทานได้แค่แถบนี้เท่านั้น

 

จบไปแล้วสำหรับการแนะนำร้านซูชิจานหมุนและหน้าซูชิที่ควรทานเมื่อไปเที่ยวที่คานาซาว่า ใครที่ได้ไปละก็ควรไปทานจริง ๆ แต่ว่าร้านที่แนะนำไปนั้นเป็นที่นิยมมาก เพราะฉะนั้นก็อาจจะต้องมีการรอคิวกันไม่มากก็น้อย แต่ถ้าใครที่ไม่อยากจะรอคิวแต่อยากจะกินซูชิอร่อย ๆ ละก็ ที่ตลาดปลาโอมิโจ (Omicho Fish Market) ยังมีร้านซูชิอีกมากมาย ก็ลองไปเลือกทานกันได้ บอกได้เลยว่าไม่ว่าจะร้านไหนก็อร่อยอย่างแน่นอน แล้วที่แน่ ๆ อย่าลืมสั่งโนโดกุโระมาทานกันด้วยนะ    สล็อตเว็บตรง